Thai SME owner comparing own WooCommerce website dashboard against Shopee and Lazada fee breakdowns on dual laptops

ทำเว็บขายของเอง กับขายบน Shopee — แบบไหนคุ้มกว่ากัน

เปรียบเทียบค่าจริง พร้อมตัวอย่างจริง สำหรับ SME ไทยที่กำลังตัดสินใจช่องทางขายออนไลน์

มีลูกค้าคนหนึ่งโทรมาหาเราเมื่ออาทิตย์ก่อน ขายสินค้าบน Shopee มาตั้งแต่ปี 2020 ยอดขายต่อเดือนเท่าเดิม คือประมาณ 200,000 บาท แต่กำไรกลับลดลงเรื่อย ๆ จนเริ่มไม่พอเลี้ยงทีม

เธอถามคำถามเดียวกับที่ SME ไทยหลายคนคงเคยถาม — “ค่าธรรมเนียมขึ้นทุกปีจริง ๆ หรือเปล่า แล้วเราต้องอยู่ marketplace ต่อไหม?”

คำตอบสั้น ๆ คือ “ใช่ค่ะ ขึ้นจริง” และ “อาจจะถึงเวลาคิดทางเลือกแล้ว”

ปี 2026 นี้ ทั้ง Shopee และ Lazada ปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมแบบเงียบ ๆ โดยเฉพาะ Shopee ที่เพิ่ม “Technical Support Fee” ใหม่อีก 5% เข้ามาตั้งแต่กุมภาพันธ์ ผู้ขายไทยทั่วไปตอนนี้จ่ายค่าธรรมเนียมรวม 10-18% ต่อรายการขาย และนั่นยังไม่นับค่า ads voucher ส่วนลด event ที่ลงเองอีกหลายชั้น

คำถามคือ “แล้วทางออกอยู่ที่ไหน?” บทความนี้จะนั่งคุยกันแบบเพื่อน ดูตัวเลขทั้ง 2 ฝั่ง — marketplace กับเว็บไซต์ของตัวเอง (อย่างที่ ทีม Deemmi ทำให้ลูกค้า SME ไทยมา 10 ปี) — แตก Math break-even ให้เห็นชัด ๆ ว่ายอดขายเท่าไหร่ ถึงคุ้มย้าย แล้วทำไมในทางปฏิบัติ การใช้ทั้ง 2 ช่องทางคู่กันมักจะได้ผลกว่าเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

อ่านจบ คุณจะมีตัวเลขในมือพอตัดสินใจได้

ค่าจริง — Marketplace ในไทยปี 2026 หักเท่าไหร่กันแน่

เริ่มที่ฝั่ง Shopee และ Lazada กันก่อน เพราะนี่คือสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่ได้เอาตัวเลขมานั่งคิดจริงจัง

Shopee Thailand — รวมแล้ว 14-18% ต่อรายการ

ถ้าคุณขายของบน Shopee อยู่ตอนนี้ ลองเปิดบิลล่าสุดดูค่ะ จะเห็นรายการหักเยอะกว่าที่จำได้แน่นอน เพราะตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026 Shopee เพิ่ม Technical Support Fee 5% เข้ามาในไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ค่าใหม่นี้ผู้ขายหลายคนยังไม่ทันปรับ pricing รองรับด้วยซ้ำ

เอาเป็นว่าสรุปสิ่งที่ Shopee Thailand หักในปี 2026:

  • Commission Fee ตามหมวดสินค้า 2-6% (ถ้าเป็น Shopee Mall บางหมวดอย่าง Skincare ขึ้นไป 15%+ เลย)
  • Transaction Fee 2.18% ของทุกรายการ
  • Technical Support Fee 5% (ใหม่ ก.พ. 2026)
  • Coins Cashback Program 3-5% (เทคนิคไม่บังคับ แต่ถ้าไม่เข้าร่วม ranking ตกแน่นอน)
  • Free Shipping Program อีก 3-5% (เหตุผลเดียวกัน)

 

รวมจริง ๆ ก็ประมาณ 14-18% ต่อรายการ สำหรับผู้ขายทั่วไปที่ต้องเข้าร่วม promotion programs ทุกตัวเพื่อรักษาตำแหน่งในหน้าค้นหา ที่น่าหงุดหงิดที่สุดคือ ตั้งแต่มีนาคม 2026 Shopee Thailand เริ่มคิดค่าธรรมเนียม บนยอด voucher subsidies ที่ตัว platform เองเป็นคนใส่เงินช่วยลูกค้า ด้วย แปลว่าคุณกำลังจ่ายค่า fee บนเงินที่ Shopee เป็นคนสมทบให้ลูกค้า ไม่ใช่เงินของคุณเอง ฟังดูแปลก แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

แหล่งที่มา: Shopee to Add a 5% Technical Support Fee Across Four Markets 

Lazada Thailand — รวมประมาณ 10-12% ต่อรายการ

Lazada เบา ๆ กว่า Shopee นิดหน่อย แต่ก็ยังไม่ใช่ค่าน้อย ลองดูตัวเลขในปี 2026:

  • Commission Fee 7% สำหรับ Marketplace มาตรฐาน (LazMall สูงกว่า)
  • Payment Processing ประมาณ 2.9% สำหรับค่า payment gateway
  • VAT 7% บนยอด commission อีกประมาณ 0.5%
  • SPA Program มีค่าบริการคงที่สำหรับ benefits อย่าง event registration และ voucher support

รวมจริงประมาณ 10-12% ต่อรายการ ก่อนคิดค่า Lazada Ads หรือ promotion เพิ่ม ถ้าเป็น LazMall sellers ที่ต้องการ visibility สูง รวมแล้วอาจถึง 15-20% ในบางหมวด

ตัวเลขดูเล็กกว่า Shopee แต่อย่าเพิ่งดีใจ Lazada มี “ภาษีอ้อม” อีกชั้นที่จะเล่าถัดไป

5 ค่าใช้จ่ายซ่อนใน Marketplace ที่ไม่ค่อยมีใครพูด

ตัวเลข 14-18% หรือ 10-12% ที่บอกไปข้างบนคือ ค่าธรรมเนียมที่เห็นในบิลเท่านั้น ในความเป็นจริง ผู้ขาย marketplace ในไทยจ่ายอ้อมๆ อีกหลายชั้นที่ไม่อยู่ในรายงาน และมักเป็นชั้นที่กินกำไรหนักที่สุด

1. Voucher ที่บอกว่า "ทางเลือก" — จริง ๆ คือเกือบบังคับ

ทั้ง Shopee และ Lazada มี promotion programs ที่ technically optional เช่น Coins Cashback, Free Shipping, Mega Sale, 11.11 — แต่ความจริงที่ผู้ขายเก่า ๆ รู้ดีคือ ถ้าคุณไม่เข้าร่วม algorithm จะลด ranking ของร้านคุณทันที สินค้าหายไปจากหน้าค้นหาภายในไม่กี่วัน

เห็นเขียนว่า “optional” บนหน้า seller dashboard? ในทางปฏิบัติคือบังคับ

2. ค่า Ads ที่ต้องจ่ายเพื่อรักษาตำแหน่ง

แค่ลงสินค้าใน Shopee หรือ Lazada มันไม่พอ ลูกค้าจะมองไม่เห็นคุณเว้นแต่คุณจะจ่ายค่า Ads ใน platform เอง (Shopee Ads, Lazada Sponsored Solutions) เพื่อแข่งกับคู่แข่งที่จ่ายเหมือนกัน

โดยเฉลี่ยผู้ขายที่อยากรักษายอดต้องลงทุน Ads เพิ่มอีก 5-15% ของยอดขาย ไม่นับรวมกับค่า fee ที่หักไปแล้ว

3. คุณไม่มี Customer Data ของตัวเองเลย

จุดนี้สำคัญที่สุด แต่หลายคนไม่ได้คิด ทุกลูกค้าที่ซื้อของคุณบน Shopee/Lazada เป็นของ platform ไม่ใช่ของคุณ คุณไม่ได้ email ไม่ได้ LINE ไม่รู้ว่าคนนี้เคยซื้ออะไรไปแล้ว ทำ remarketing ไม่ได้เลย

ถ้าวันนึงคุณอยากย้ายไปขายในเว็บตัวเอง คุณเริ่มจาก 0 contact list — แม้คุณจะขายของให้คน 10,000 คนผ่าน Shopee มาแล้วก็ตาม

4. Price Control — บังคับลดราคาช่วง event

เคยอยากปฏิเสธไม่ลงแคมเปญ 11.11 มั้ย? ลองดูสิคะ Platform จะตัดคุณออกจากหน้าค้นหาในวันนั้น สินค้าหายไปเลย ส่งผลให้ผู้ขายต้องลดราคา 10-20% ทั้ง ๆ ที่ทุนเท่าเดิม

ในแง่ธุรกิจคือ เสียอำนาจในการกำหนดราคาของตัวเอง — ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางการตลาดที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่ง

5. Algorithm เปลี่ยน คุณไม่มีอำนาจปรับ

ปี 2026 ทั้ง Shopee และ Lazada เปลี่ยน ranking algorithm หลายครั้ง สินค้าที่เคยขายได้ 100 รายการต่อเดือน อยู่ๆ ตกครึ่งภายในวันเดียว ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำเตือนล่วงหน้า

ปัญหาคือคุณ ไม่มีอำนาจควบคุมเลย เพราะคุณไม่ใช่เจ้าของ platform เป็นแค่ผู้ขายที่อาศัยอยู่บนนั้น

ค่าจริง — เว็บไซต์ของตัวเองปี 2026 หักเท่าไหร่

ทีนี้ลองข้ามมาฝั่งเว็บไซต์ตัวเอง (WooCommerce บน WordPress) ตัวเลขจริงคืออะไร — ไม่มีจุดซ่อน

Setup + Hosting + Plugins

เริ่มจาก Setup ครั้งแรก ประมาณ 25,000-100,000 บาท ขึ้นกับ scope สำหรับ SME ทั่วไปที่มีสินค้า 10-50 รายการ ส่วนใหญ่ลงทุนประมาณ 30,000-50,000 บาท ผ่านเอเจนซี่อย่าง Deemmi ที่เข้าใจตลาดไทย รู้ payment gateway ไทย รู้ shipping integration ของ Thailand Post กับ Kerry Express

Hosting รายเดือน สำหรับ SME ราคา 200-1,500 บาท ทั้ง Bluehost, SiteGround หรือ hosting ไทยอย่าง z.com ก็ใช้ได้ดี

Plugins รายปี อยู่ที่ 0-5,000 บาท สำหรับชุดมาตรฐาน — WooCommerce (ฟรี), Rank Math (ฟรี), Smush (ฟรี), theme premium ถ้าใช้

Payment Gateway

ในไทยมีให้เลือกหลายเจ้า ตามที่ลูกค้าคุ้นเคย:

  • Omise คิด 3.65% ต่อรายการ รับบัตรเครดิตและ PromptPay
  • 2C2P อยู่ที่ 2.9-3.5% ขึ้นกับ volume
  • Stripe 3.65% ดีถ้าคุณรับลูกค้าต่างประเทศ
  • PromptPay QR direct ต่ำกว่า 1% แต่ต้อง manual confirm payment

 

โดยเฉลี่ย ค่า payment gateway อยู่ที่ 3-3.5% ต่อรายการ

รวมแล้วคิดเป็น % ต่อรายการเท่าไหร่?

ถ้าคุณเป็น SME ขายเดือนละ 200 รายการ:

  • Variable costs ประมาณ 3.5% ต่อรายการ (payment gateway)
  • Fixed costs ประมาณ 1,000-2,000 บาท/เดือน (hosting + plugins)
  • Setup เป็น one-time amortized ไป

 

คิดเป็น % ต่อรายการอยู่ที่ 3-5% ขึ้นกับ volume ซึ่งประหยัดกว่า Shopee/Lazada แบบเห็น ๆ ประมาณ 3-5 เท่า ต่อรายการขาย

Math เปรียบเทียบ — ขายเท่าไหร่ ถึงคุ้มย้ายมาทำเว็บเอง?

ทฤษฎีก็คือทฤษฎี ตัวเลขจริงจะตอบได้ดีกว่า ลองนั่งคิดด้วยกันแบบนี้ครับ

สมมุติว่าคุณเป็นเจ้าของแบรนด์เล็ก ๆ ที่ขายสินค้าราคาเฉลี่ย 500 บาท/ชิ้น ปกติขายได้ประมาณ 200 รายการต่อเดือน รายได้รวม 100,000 บาท/เดือน

 

ถ้าขายบน Shopee อย่างเดียว (สมมุติหัก fee เฉลี่ย 15% รวม Programs ที่ต้องเข้าร่วม):

  • ค่าธรรมเนียม Shopee: 100,000 × 15% = 15,000 บาท/เดือน
  • บวก Shopee Ads ที่ต้องลงเพื่อรักษา visibility: ประมาณ 5,000 บาท/เดือน
  • รวมเสียค่าใช้จ่ายต่อเดือน: 20,000 บาท

 

ถ้าย้ายมาทำเว็บ WooCommerce กับทีมแบบ Deemmi:

  • Setup ครั้งแรก: 30,000 บาท
  • Hosting + plugins: 1,500 บาท/เดือน
  • Payment gateway 3.5%: 3,500 บาท/เดือน
  • รวมเสียต่อเดือน: 5,000 บาท (plus setup ครั้งเดียว)

 

คำตอบของ Math:

  • ประหยัดต่อเดือน: 20,000 − 5,000 = 15,000 บาท
  • Break-even ค่า setup: 30,000 ÷ 15,000 = ภายในเดือนที่ 2-3 คุ้มทุน
  • ตั้งแต่ เดือนที่ 4 เป็นต้นไป → ประหยัดล้วนๆ 180,000 บาท/ปี

 

ลองคิดดู — 180,000 บาท คือเงินที่หายไปกับ marketplace fees ทุกปีที่คุณไม่ได้เอามาลงทุนกับการเติบโตของแบรนด์ตัวเอง และที่สำคัญ Math นี้ยังไม่ได้นับมูลค่าของ customer data ที่คุณเริ่มสะสมได้ ไม่ได้นับ brand authority ที่ค่อยๆ สร้าง — สองอย่างที่ marketplace ไม่ให้คุณตลอด 10 ปีที่คุณขายบนเขา

Friendly Deemmi consultant explaining WooCommerce vs marketplace cost comparison to a Thai SME owner over coffee in modern cafe

ไม่ต้องเลือก — Hybrid Strategy คือทางที่ใช้ได้จริง

ที่จริงแล้ว ในประสบการณ์ของทีม Deemmi ที่ทำงานกับลูกค้า SME ไทยมาเกิน 10 ปี เราไม่เคยแนะนำลูกค้าให้ “เลิก Shopee/Lazada แล้วย้ายมาเว็บเอง 100%” เลย เพราะวิธีที่ได้ผลที่สุดคือ ใช้ทั้ง 2 ช่องทางคู่กัน โดยให้แต่ละช่องทางทำหน้าที่ที่ตัวเองเก่งที่สุด

 

แนวทางที่เราพาลูกค้าทำคือแบบนี้:

ขั้นแรก — เว็บไซต์ของตัวเองเป็น “บ้าน” ของแบรนด์ ลงทุน WooCommerce site ก่อน ทำให้เป็น brand headquarters ที่คุณเป็นเจ้าของ 100% ใช้ทำ content marketing, blog, เก็บ leads, สร้าง customer database ค่าธรรมเนียมต่ำ ได้ data ลูกค้าทุกคน

ขั้นสอง — Marketplace เป็น “ประตู” ให้ลูกค้าใหม่รู้จัก ใช้ Shopee/Lazada เป็นช่องทางค้นพบ สำหรับลูกค้าที่ search หาสินค้าจาก marketplace อยู่แล้ว — กลุ่มที่คุณยังเข้าไม่ถึงผ่าน SEO ของเว็บคุณเอง แต่อย่าเอา inventory ทั้งหมดไปทุ่มที่นั่น ใช้เป็น sample, top sellers, หรือสินค้าทดสอบตลาด

ขั้นสาม — ค่อยๆ ดึงลูกค้าจาก Marketplace มายังเว็บตัวเอง ใส่ QR code บนหีบห่อ ใส่ business card ในกล่อง ผูก LINE OA ไว้บน profile Shopee เสนอ exclusive deals ที่หาได้แค่บนเว็บคุณ — ค่อยๆ ย้ายลูกค้ามาเป็น customer ที่คุณเก็บ data ได้

นี่คือกลยุทธ์ที่ใช้ได้กับ SME ไทยจริง ๆ และเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุดในยุคที่ marketplace ปรับเกมตลอด

ทำไม Deemmi แนะนำลงทุนเว็บไซต์ก่อนเสมอ

ในมุมของทีมที่ทำงานกับ SME ไทยมาเป็นสิบปี เราเห็น pattern ที่ชัดมาก

ลูกค้าที่ ลงทุนเว็บก่อน แล้วค่อยขยายไป marketplace — แบรนด์ของพวกเขาเติบโตได้ยั่งยืน customer base ของตัวเองเพิ่มขึ้นทุกปี และเมื่อ platform อย่าง Shopee ขึ้นค่า fee ขึ้นมา พวกเขามีทางเลือกที่จะไม่พึ่ง platform นั้น 100%

ในทางตรงข้าม ลูกค้าที่ ลงทุน marketplace อย่างเดียว ไม่มีเว็บของตัวเอง — เมื่อ platform ปรับ algorithm หรือเพิ่มค่า fee ครั้งใหญ่ ธุรกิจของพวกเขามักจะเสียโมเมนตัมทันที กำไรหายเกือบหมด และไม่มีทางหนีไปไหน เพราะลูกค้าทั้งหมดเป็นของ platform ไม่ใช่ของแบรนด์

พูดให้เห็นภาพง่าย ๆ — เว็บไซต์ของตัวเองคือ insurance policy สำหรับธุรกิจออนไลน์ในยุคที่ marketplace ปรับเกมตลอดเวลา ลงทุนวันนี้ ปลอดภัยใน 10 ปีข้างหน้า

นอกจากนั้นเว็บที่ Deemmi ทำ จะถูกออกแบบให้รองรับ AEO (Answer Engine Optimization) ตั้งแต่วันแรก — ChatGPT, Gemini, Perplexity แนะนำแบรนด์คุณได้เมื่อลูกค้าถาม “ซื้อ [สินค้าของคุณ] ที่ไหนดี” — ช่องทางการได้ลูกค้าใหม่ที่ marketplace ทำให้ไม่ได้ เพราะ AI ไม่เห็นสินค้าใน Shopee ในรูปแบบที่จะแนะนำให้ลูกค้าได้

สนใจปรึกษางานพัฒนากลยุทธ์ เพื่อการเข้าสู่โลกออนไลน์ ติดต่อ: info@deemmi.com หรือ Line: @deemmi

คำถามที่พบบ่อย

เมื่อยอดขายเดือนละประมาณ 50,000 บาทขึ้นไปครับ Break-even ของค่า setup (30,000-50,000 บาท) จะเกิดประมาณเดือนที่ 2-4 หลังจากนั้นประหยัดเฉลี่ย 10,000-15,000 บาท/เดือน เทียบกับขาย Shopee/Lazada อย่างเดียว ถ้ายอดขายต่ำกว่า 30,000 บาท/เดือน — marketplace ยังอาจคุ้มกว่าเพราะไม่มี fixed cost ใหญ่

ผู้ขายไทยทั่วไปจ่ายรวม 14-18% ต่อรายการ ประกอบด้วย Commission (2-6% ตามหมวด), Transaction Fee (2.18%), Technical Support Fee ใหม่ (5% ตั้งแต่ ก.พ. 2026), และ Coins Cashback + Free Shipping Programs (3-5% แต่ละตัว) ผู้ขายที่ไม่เข้าร่วม programs จะถูกลด ranking ในทางปฏิบัติคือบังคับ

Lazada Marketplace ในไทยหัก Commission 7% + Payment Processing ~2.9% + VAT บนยอด commission ~0.5% รวมประมาณ 10-12% ต่อรายการ LazMall จะมี commission สูงกว่า รวมค่าทั้งหมดอาจถึง 15-20% ในบางหมวดสินค้า

เว็บไซต์ WooCommerce ขนาดเล็ก-กลางจากเอเจนซี่ในกรุงเทพ-กระบี่อย่าง Deemmi เริ่มต้นที่ 25,000-50,000 บาทสำหรับร้านที่มีสินค้า 10-50 รายการ ถ้ามีสินค้า 100+ รายการหรือต้องการ integrations พิเศษ (multi-currency, multi-language) จะอยู่ที่ 60,000-150,000 บาท ปรึกษาฟรีก่อนได้

มาจาก 4 ช่องทางหลักครับ — SEO ทำให้ติด Google เมื่อคนค้นหา “ซื้อ [สินค้าคุณ]”, Google Ads + Facebook Ads ยิงตรงไปเว็บ, AEO ทำให้ ChatGPT/Perplexity แนะนำแบรนด์ในคำตอบ, และ LINE OA + email marketing สำหรับ remarketing ลูกค้าเก่า ใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือนแรกในการสร้าง traffic baseline

WooCommerce ฟรี + คุณเป็นเจ้าของไฟล์และ data ทั้งหมด รองรับ payment gateway ไทย (Omise, 2C2P) ได้ดีกว่า มี plugins สำหรับตลาดไทยเฉพาะ (Thailand Post, Kerry shipping integration) ต้นทุนระยะยาวต่ำกว่า Shopify ที่คิด subscription monthly + transaction fee เพิ่มทุกบาทที่ขายได้

ได้และแนะนำมากครับ — strategy แบบ hybrid ที่เราใช้กับลูกค้าทุกคนคือใช้ marketplace เป็น “discovery channel” และเว็บตัวเองเป็น “brand HQ” สามารถ sync inventory ระหว่าง 2 ระบบผ่าน plugin อย่าง WP Lazada / WP Shopee Connector หรือ third-party tool เช่น Sellercraft ได้

เว็บมาตรฐาน 5-10 หน้า + WooCommerce + payment gateway ไทย ใช้เวลา 4-6 สัปดาห์ ถ้าต้องมี multi-language (Thai + English) หรือ integrations พิเศษ จะใช้เวลา 8-12 สัปดาห์ Deemmi (→ /wordpress-website-design-bangkok-krabi/) ทำงานตามแผนตลอด — ไม่ทิ้งโครงการกลางทาง

สนใจปรึกษางานพัฒนากลยุทธ์ เพื่อการเข้าสู่โลกออนไลน์ ติดต่อ: info@deemmi.com หรือ Line:@deemmi

Share
Search
Search
Recent Post

Related Post

จะทำเว็บใหม่ให้โรงแรมหรือร้านอาหารทีไร ปวดหัวทุกทีใช่ไหมคะ ใจนึงก็อยากจ้างเอเจนซี่ใหญ่ ๆ ในกรุงเทพฯ เพราะดูเป็นมืออาชีพ แต่ก็แอบกลัวว่าอยู่ไกลกัน คุยผ่านแต่จอ Zoom เขาจะเข้าใจธุรกิจเราจริง
โลกดิจิทัลปี 2026 หมุนเร็วกว่าพายุหมุนในทะเลอันดามัน เมื่อก่อนเราแข่งกันทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เพื่อแย่งชิงพื้นที่หน้าแรก
ปี 2026 ถือเป็นปีที่เทคโนโลยี AI พัฒนาไปไกลมากครับ หลายคนอาจจะเคยเห็นโฆษณาหรือคำเคลมที่บอกว่า แค่พิมพ์คำสั่งลงไปไม่กี่บรรทัด AI ก็สามารถเสกเว็บไซต์สวยๆ ออกมาให้ใช้งานได้ภายในไม่กี่นาที